ประวัติที่มาของยิ้มสยาม

 เริ่มต้นทำหมูสะเต๊ะเมื่อปี 2549 จากความบังเอิญทั้งๆ ที่ไม่ได้ชอบกินหมูสะเต๊ะ และทำไม่เป็นด้วย แต่รับมาทำเพราะเข้าไปทำงานที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับสวนอาหารซีฟู้ดส์ ย่านลาดพร้าว ที่กำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในขณะนั้น เจ้าของร้านมีแนวความคิดว่าอะไรที่ขายได้ในช่วงนี้ เอามาขายไปก่อน เพราะลูกค้าที่ร้านเวลาสั่งอาหารซีฟู้ดส์ต้องใช้เวลานั่งรอการปรุงอาหารทะเลสดๆ เป็นๆ จากในตู้โชว์ และคิดว่า หมูสะเต๊ะเป็นเมนูอาหารจานด่วนที่ขายได้ง่ายที่สุด เลยให้ผมทดลองทำ โดยมีสูตรที่ไปเรียนมาให้ด้วย ลองทำแล้ว สูตรไม่อร่อย และต้องเรียนผิดเรียนถูก ทำแล้วทิ้ง ทิ้งแล้วทำ ชิมแล้วไม่ผ่าน ก็ต้องทิ้ง แล้วทำใหม่ ทำเกือบทุกวันอยู่ประมาณ 4 เดือน สรุปว่า ผ่าน เอาขึ้นเป็นเมนูอาหารจานด่วนได้ เริ่มขายวันแรก จำได้ว่าเป็นวันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม 2549 วันแม่แห่งชาติ มีลูกค้าเข้ามากินกันเยอะมาก ทำเตรียมไว้ประมาณ 2 พันไม้ ขายช่วง 10 โมงเช้า ไม่ถึง 2 ชม.หมด ต้องรีบกลับไปซื้อหมู หมัก เสียบ ขาย 5 โมงเย็น ทำไม่ทันต้องระดมพนักงานในร้านมาช่วยเสียบหมูสะเต๊ะกันที่หน้าร้าน

บทสรุปการเริ่มต้นทำหมูสะเต๊ะ เป็นอะไรที่ยากมากๆ ทุกขั้นตอน ต้องอร่อย 3 ชั้น

1. เครื่องหมักหมู ทำอย่างไรให้หมูนุ่ม หอม รสชาติต้องอร่อย

2. น้ำจิ้มสะเต๊ะ ต้องเข้มข้น รสชาติต้องอร่อย เวลาจิ้มน้ำจิ้มสะเต๊ะแล้วน้ำจิ้มสะเต๊ะต้องติดขึ้นมากับเนื้อหมูด้วย

3. ผักเครื่องเคียงดองน้ำอาจาด 3 รส เปรี้ยว หวาน เค็ม กลมกล่อม รสชาติต้องอร่อย แตงกวา หอมแขก พริกชี้ฟ้า กรอบเข้ากันได้ดี 

จะเห็นได้ว่า การทำหมูสะเต๊ะให้ อร่อย มีองค์ประกอบ 3 อย่าง ที่แยกกันกินแล้ว รสชาติต้องอร่อย และเมื่อนำมารวมกันกินแล้ว รสชาติต้องอร่อย การทำหมูสะเต๊ะมันจึงยาก และที่ทำให้ยุ่งยากมากกว่านั้น คือ การเสียบหมูสะเต๊ะ ยิ่งเพิ่มความยากขึ้นมาอีก ปัจจุบันหาแรงงานเสียบหมูสะเต๊ะยากมากๆ ถ้ามีค่าแรงก็จะสูง เพราะไม่มีใครเขาอยากทำกัน (1 ชม.เสียบได้ 80-100 ไม้)

ทำหมูสะเต๊ะขายที่ร้านได้ประมาณปีกว่าๆ ผมก็เริ่มมีงานออแกไนซ์กลับเข้ามาให้ไป จัดงานประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์เคมีและงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ที่จังหวัดพิษณุโลก ของสมาคมเคมีในพระบรมราชาอุปภัมภ์ฯ เลยต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการไปยืนปิ้งขายหมูสะเต๊ะเป็นการผลิตส่งทั้งหมูสะเต๊ะเสียบไม้แช่เย็น พร้อมน้ำจิ้มสะเต๊ะและน้ำอาจาด โดยมีการจัดส่งไปที่ร้านเกือบทุกวัน

ช่วงปลายปี 2550 ไม่มีเวลาทำหมูสะเต๊ะส่งให้แล้วเพราะงานออแกไนซ์เริ่มมีกลับเข้ามา ทำได้อยู่ 1-2 งาน ผมกลับมาคิดว่างานออแกไนซ์ที่ทำอยู่ ขึ้นอยู่กับการประมูล แข่งขัน ต้องมีพรรคพวก ไม่งั้นก็จะประสบปัญหาเหมือนที่ผ่านมา บางครั้งมีงาน บางครั้งไม่มีงาน แต่ต้องรับผิดชอบพนักงานกว่า 10 ชีวิตทุกเดือน และทำมาเกือบ 7 ปีแล้ว น่าจะต้องหาธุรกิจอะไรใหม่เตรียมไว้ และคิดว่าธุรกิจที่ยั่งยืนน่าจะเป็นธุรกิจอาหาร เพราะคนเราต้องกินกันทุกวัน ทุกเวลา เช้า กลางวัน เย็น ก็คงหนีไม่พ้นการขายหมูสะเต๊ะ

ที่มาของการทำธุรกิจแฟรนไชส์หมูสะเต๊ะ เริ่มหาประสบการณ์จากการไปเปิดร้านขายหมูสะเต๊ะ ในรูปแบบแฟรนไชส์ แล้วจะเริ่มอย่างไรเป็นคำถาม พอดีว่าช่วงที่จัดงานประชุมและงานแสดงสินค้าเคยนั่งฟังการบรรยายเรื่องธุรกิจแฟรนไชส์ รู้สึกว่าธุรกิจมันดีมากที่สามารถขยายสาขาได้โดยการแบ่งปันความสำเร็จให้กับบุคคลอื่นที่สนใจ แล้วเราก็บริหารสาขา ขายวัตถุดิบและประสบการณ์ จึงต้องปรึกษาผู้รู้เรื่องการวางระบบแฟรนไชส์ ในตอนนั้นทราบมาว่าที่ สสว.มีนักวิชาการผู้มีความรู้ให้คำปรึกษาแนะนำได้ และได้เข้าไปปรึกษากับ อจ.จักรวาล(จำนามสกุลท่านไม่ได้แล้ว) ได้รับคำแนะว่า การทำธุรกิจแฟรนไชส์ จะต้องเปิดหน้าร้านขายเองก่อนเพื่อให้รู้ถึงขั้นตอนและขบวนการทำสะเต๊ะ การเก็บรักษาคุณภาพอาหาร การจัดหน้าร้าน การขายและการตลาด ตลอดจนถึงการบริการลูกค้า และอื่นๆ อีกมากมาย เริ่มจากการเช่าพื้นที่ริมฟุตบาทหน้าร้านอาหารตามสั่งใกล้บริษัท เจ้าของร้านอาหารรู้จักกันเลยให้เช่าเดือนละ 300 บาทวันละ 10 บาท  

ขายช่วงเย็นหลังเลิกงานบริษัทออแกไนซ์ ใหม่ๆ ที่เริ่มไปขาย โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า พี.เอ็น.หมูสะเต๊ะ พนักงานในบริษัทก็งงๆ อยู่เหมือนกันว่าเจ้าของบริษัทกำลังทำอะไรอยู่ ตอนเริ่มขายผมและแฟนก็รู้สึกเขินอายอยู่เหมือนกัน แต่เป้าหมายที่คุยกันมีอยู่ เลยต้องลงมือทำ แล้วก็ย้ายที่ขายไปหลากหลายที่ ตลาดสดบ้าง ตามหมู่บ้านบ้าง เพราะที่ปรึกษาแนะนำว่าต้องไปทดลองขายหลายๆ ที่ จะทำให้เรารู้ว่าแต่ละที่ที่ไป การขายไม่เหมือนกัน ลูกค้าต่างกัน ทำอย่างนี้มาประมาณ 1 ปี พอปี 2552 ได้สมัครเข้าอบรมโครงการแฟรนไขส์ B2B รุ่นที่ 12 ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หลังจบโครงการฯ จะะมีการจัดงานเลี้ยงรุ่น ผมเป็นประธานรุ่น 12 นี้ ได้มีโอกาสรับทะเบียนของรุ่นพี่ 11 รุ่น 11 ปี เพื่อเชิญเข้าร่วมงานกับรุ่นน้อง ทำให้ได้ทราบข้อมูลว่ารุ่นพี่ที่เคยทำธุรกิจแฟรนไชส์ หมูสะเต๊ะ ในช่วง 11 ปีที่ผ่านมามีเพียง 5 รายเท่านั้น และสามารถติดต่อได้ 2 ราย ประกอบกิจการอยู่เหลือ 1 ราย และจากการทำธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทเดียวกัน มีปัญหาเหมือนๆ กัน การทำงานยากเหมือนๆ กัน ซึ่งถ้าไม่อดทน ไม่มุ่งมั่น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็คงต้องเลิกเหมือนกัน แต่ยิ้มสยามผ่านพ้นปัญหา แก้ไขปัญหา ทั้งหมดได้แต่ต้องใช้เวลา 10 ปี

หลายคนถามว่าทำไมไม่ทำอาหารอย่างอื่น ทำไมต้องทำหมูสะเต๊ะ คำตอบ อะไรที่เขาว่ายากแล้วไม่ทำกัน ถ้ามีใครทำได้สำเร็จ ถามกลับว่า จะมีใครมาทำบ้างไหม คำตอบ ก็อาจจะมีบ้าง แต่น้อย ความหมาย คู่แข่งในการทำแฟรนไชส์ก็จะน้อย ด้วย ยิ่งเราพัฒนาจนตอนนี้เป็นอาหาร ไม่ใช่อาหารว่าง และเป็นอาหารแนวสะเต๊ะด้วย

ช่วงปี 2552 ร่วมเปิดร้านขายหมูสะเต๊ะกับน้องชายที่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่แล้ว ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่กินก๋วยเตี๋ยวเรือ ก็มักจะมีหมูสะเต๊ะแจมด้วย ในช่วงเวลานั้นมีลูกค้าสนใจแฟรนไชส์ติดต่อ และมาพบที่ร้านได้ชิม พูดคุยกัน ตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์เป็นรายแรกของยิ้มสยาม ที่อยู่ใน กทม. สาขาแรกที่ รามคำแหง ซ.135 ต่อจากนั้นเปิดสาขา 2 ที่โลตัส จังหวัดพัทลุง สาขาแรกของต่างจังหวัด และเปิดต่อๆ มาอีกกว่า 20 สาขาในช่วง 4 ปี เฉลี่ยปีละ 4-5 สาขา